คลังสารสนเทศดิจิทัล

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (Institutional Digital Repository).

คลังสารสนเทศดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บ และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย วิทยานิพนธ์ เอกสารทางวิชาการ และทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลของมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการเข้าถึงองค์ความรู้ของสังคมในระดับประเทศและนานาชาติ

คลังสารสนเทศดิจิทัลนี้ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างง่ายดาย ผ่านระบบการจัดการสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสู่สาธารณะชน อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

โดยบุคลากร นักศึกษาสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อเข้าถึงบริการต่าง ๆ แบบทั้งหมด ด้วย บัญชีผู้ใช้ของมหาวิทยาลัย (e-Passport)

Communities in Repository

Select a community to browse its collections.

Now showing 1 - 5 of 18

Recent Submissions

  • Item type:Item,
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช
    (Rajamangara University of Technology Srivijaya, 2018) กนกอร โส๊ะหวัง | Kanokon Sohwang , เข้มนที ศรีสุขล้อม | Kaemnatee Srisuklom
    การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและศึกษาระดับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่สายสนับสุนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช
  • Item type:Item,
    การพัฒนาด้านการตลาดดิจิทัลและการวางระบบบัญชี เพื่อยกระดับรายได้วิสาหกิจชุมชน ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
    (Rajamangara University of Technology Srivijaya, 2024) กมลนันท์ ชีวรัตนาโชติ | Kamonnan Cheevarattanachote , วชิร ยั่งยืน | Wachira Yangyuen , เมธาพร มีเดช | Methaporn Medet
    การวิจัยเรื่อง การพัฒนาด้านการตลาดดิจิทัลและการวางระบบบัญชี เพื่อยกระดับรายได้ วิสาหกิจชุมชน ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) พัฒนาการวางระบบบัญชีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัด นครศรีธรรมราช 3) พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการตลาดดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตำบล ท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรแปรรูปถ้ำเขาพระและวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์บ้านแหลมประทับ ตั้งอยู่ที่ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยครั้ง นี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน ความพึงพอใจต่อการวางระบบบัญชีวิสาหกิจชุมชนและการพัฒนาด้านการตลาดดิจิทัล ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาหลักของทั้งสองกลุ่มคือ ขาดระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ขาดการควบคุมภายในด้านการเงิน และยังใช้การตลาดรูปแบบดั้งเดิม ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการ 1) ออกแบบระบบเอกสารทางการบัญชี ที่ครอบคลุมวงจรรายรับและรายจ่าย อาทิ ใบจัดซื้อ ใบสำคัญจ่าย และใบเสร็จรับเงิน พร้อมทั้งวางระบบ การควบคุมภายในโดยเน้นการแบ่งแยกหน้าที่และการใช้เอกสารที่มีเลขที่กำกับเพื่อสร้างร่องรอยการ ตรวจสอบ 2) พัฒนาศักยภาพด้านการเงิน พบว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรแปรรูปถ้ำเขาพระ อัตรากำไร สุทธิร้อยละ 23.00 อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ร้อยละ 52.66 และจุดคุ้มทุน 11,236 บาทต่อเดือน ส่วนวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแหลมประทับ อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 21.21 อัตรา ผลตอบแทนจากการลงทุน ร้อยละ 67.08 และจุดคุ้มทุน 38,388 บาทต่อเดือน 3) ด้านการตลาดดิจิทัล ได้พัฒนาการสร้างแบรนด์และการสื่อสารออนไลน์เพื่อขยายฐานลูกค้าผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า สมาชิกกลุ่มมีความพึงพอใจต่อระบบบัญชีที่พัฒนาขึ้นในระดับมากถึงมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.60 และ4.09 ตามลำดับ) และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาการตลาดดิจิทัลในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.15 และ 3.95 ตามลำดับ) พบข้อจำกัดด้านความเข้าใจในการใช้งานระบบในกลุ่มสมาชิกผู้สูงอายุซึ่งสะท้อนถึง ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการวางระบบ
  • Item type:Item,
    การออกแบบและพัฒนาเครื่องแยกเนื้อปาล์มน้ำมันโดยเมล็ดปาล์มผ่านกระบวนการอบลบร้อน
    (Rajamangara University of Technology Srivijaya, 2024) สุพร ฤทธิภักดี | Suporn Rittiphakedd , ชูเกียรติ ชูสกุล | Chookiat Choosakul , ทวิช กล้าแท้ | Tawich Klathae , เมธาพร มีเดช | Metaporn Meedate
    การทำวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบของผิวแผ่นกดผลปาล์ม และแผ่นฉีกเนื้อปาล์มของ เครื่องแยกเนื้อปาล์มน้ำมันโดยเมล็ดปาล์มผ่านกระบวนการอบลมร้อน ได้ออกแบบผิวแผ่นกดผล ปาล์มไว้ 3 รูปแบบ คือ แบบเรียบ แบบลายตาข่าย แบบลายก้นหอย ส่วนแผ่นฉีกเนื้อปาล์ม มีรูปแบบ ผิว คือ แบบเรียบ แบบเส้นตรง แบบเส้นโค้ง แรงกดที่ใช้ในการทดลอง 6.5 และ 12.5 กิโลกรัม การ ทดลองเป็นการนำผลปาล์มสุกที่ผ่านกระบวนการอบลมร้อนอุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที และนำเข้าทดลองด้วยเครื่องแยกเนื้อปาล์มออกจากเมล็ดในปาล์มที่ผ่านกระบวนการอบลม ร้อน ทดลองครั้งละ 2 กิโลกรัม ใช้เวลาในการแยกเนื้อปาล์มออกจากเมล็ดในปาล์มเวลา 30 วินาที ความเร็วรอบ 789 รอบต่อนาที ผลปาล์มมีน ้าหนักเฉลี่ย 8.68 กรัมต่อผล น ้าหนักเมล็ดเฉลี่ย 1.70 กรัมต่อเมล็ด ผลการทดลองพบว่า แผ่นกดผลปาล์มและแผ่นฉีกเนื้อปาล์มที่มีรูปแบบผิวเรียบให้เปอร์เซ็นต์ เนื้อปาล์มต่ำสุด ทั้งแรงกด 6.5 และ 12.5 กิโลกรัม มีค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.96-3.22 เปอร์เซ็นต์ และผิว แผ่นกดผลปาล์มแบบลายตาข่ายร่วมกับผิวฉีกเนื้อปาล์มแบบเส้นตรงให้เปอร์เซ็นต์เมล็ดในปาล์มแตก สูงสุด 8.57 เปอร์เซ็นต์ ที่แรงกด 6.5 กิโลกรัม และลดลง 7.80 เปอร์เซ็นต์ ที่แรงกด 12.5 กิโลกรัม และผิวแผ่นกดผลปาล์มแบบลายก้นหอยร่วมกับผิวแผ่นฉีกเนื้อปาล์มแบบเส้นโค้งให้เปอร์เซ็นต์เมล็ด ในปาล์มแตกต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ และที่แรงกด 6.5 กิโลกรัม ผิวแผ่นกดผลปาล์มแบบลายกก้นหอย ร่วมกับผิวแผ่นฉีกเนื้อปาล์มแบบเส้นโค้งให้ค่าเฉลี่ยเนื้อปาล์ม 74.87 เปอร์เซ็นต์ค่าเฉลี่ยเมล็ดในปาล์ม 0.57 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุด
  • Item type:Item,
    การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานสำหรับนักศึกษาระดับหริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
    (Rajamangara University of Technology Srivijaya, 2019) จิตติมา ชูพันธุ์ | Jittima Choopun , พัชรินทร์ ฆังฆะ | Patcharin Kangkha , อาคม ลักษณะสกุล | Arkhom Luksanasakul
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มทร. ศรีวิชัย 2) เปรียบเทียบความสามารถใน การอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาฯ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อการทำงานฯ และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาฯ ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานฯ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชา วิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โดยการสุ่มห้องเรียน 1 ห้องเรียน ได้ นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 16 คน ใช้เวลาในการทดลอง 7 สัปดาห์ จำนวน 21 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความต้องการด้านหัวเรื่อง 2) แบบฝึกเสริม ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานฯ จำนวน 7 แบบฝึก 3) แบบทดสอบวัดความสามารถใน การอ่านภาษาอังกฤษ และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานฯ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบสถิติค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริม ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ฯ มีค่าเท่ากับ 81.25/80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้และอยู่ใน ระดับดีมาก 2) ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาฯ สูงขึ้นหลังการใช้แบบฝึกเสริม ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) นักศึกษามีความพึงพอใจในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ฯ ในด้านเนื้อหา ด้านรูปแบบการจัดกิจกรรม และด้านประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด
  • Item type:Item,
    การจัดการพลังงานในอาคารเรียนช่างอุตสาหกรรม วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
    (Rajamangara University of Technology Srivijaya, 2025) สันติ การีสันต์ | Santi Karisan , สุพร ฤทธิภักดี | Suporn Rittiphakdee , สันติพงษ์ คงแก้ว | Santipong Kongkeaw
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินระบบตรวจวัดพลังงานแบบเรียลไทม์บน สถาปัตยกรรม Internet of Things (IoT) และน าข้อมูลมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมโหลด คุณภาพไฟฟ้า การถ่ายเทความร้อนของสายเมน และการเสื่อมสภาพของตัวน าในอาคารเรียนช่างอุตสาหกรรมของ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มทร. ศรีวิชัย โดยเก็บข้อมูลเชิงเวลา (current, voltage, temperature, power, PF และพารามิเตอร์คุณภาพไฟฟ้า) ระหว่าง ธันวาคม 2567- ตุลาคม 2568 การวิเคราะห์ใช้การสอบเทียบกับ Clamp Meter, สถิติเชิงพรรณนา, การถดถอยเชิง เส้น และแบบจ าลองการเสื่อมสภาพเชิงประจักษ์ ผลการทดลองแสดงว่าแพลตฟอร์ม IoT ให้ค่าการ วัดที่เชื่อถือได้ (ความคลาดเคลื่อนการวัดกระแสต่ ากว่า 1%) ข้อมูลแสดงปัญหาการกระจายโหลดไม่ สมดุล โดยเฟส B มีภาระกระแสสูงสุดและแรงดันตกสูงสุด (~1.3-1.5%) ซึ่งสัมพันธ์กับการสะสม ความร้อนและการสูญเสียพลังงาน ค่าแฟกเตอร์ก าลังแปรผันกว้าง (~0.2-0.8) และพบเหตุการณ์ Crest Factor สูง บ่งชี้การเกิดโหลดไม่เชิงเส้นหรือกระแสกระชาก แบบจ าลองเชิงปริมาณระบุว่า อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1°C จะท าให้ความต้านทานสายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ≈ 0.00112Ω และอัตราการเสื่อมสภาพ เชิงประจักษ์อยู่ในช่วง ≈ 0.00038-0.00054Ω/วัน โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิแวดล้อม ≥ 35-36°C เวลา cooldown ของสายเพิ่มขึ้นแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (ตัวอย่าง 25°C ≈ 20 นาที; 30°C ≈ 60 นาที; 35°C ≈ 150 นาที; 40°C > 250 นาที) ข้อสรุปเชิงปฏิบัติชี้ให้ด าเนินมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การตั้ง แจ้งเตือนตามเงื่อนไข (อุณหภูมิ สัดส่วนแรงดันตก PF Crest Factor) การปรับสมดุลโหลด การ ปรับปรุง PF และเพิ่มการระบายความร้อนรอบตู้เมน ทั้งนี้แนะน าการขยายการเก็บข้อมูลเป็นระยะ ยาว การทดลองมาตรการ PF correction และพัฒนาโมเดล predictive maintenance เพื่อยืนยัน ผลและลดความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า