การพัฒนาด้านการตลาดดิจิทัลและการวางระบบบัญชี เพื่อยกระดับรายได้วิสาหกิจชุมชน ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
Loading...
Date
Journal Title
Journal ISSN
Volume Title
Publisher
Rajamangara University of Technology Srivijaya
Abstract
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาด้านการตลาดดิจิทัลและการวางระบบบัญชี เพื่อยกระดับรายได้
วิสาหกิจชุมชน ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ
การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
2) พัฒนาการวางระบบบัญชีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัด
นครศรีธรรมราช 3) พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการตลาดดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตำบล
ท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
กลุ่มตัวอย่างได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรแปรรูปถ้ำเขาพระและวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยว
เชิงอนุรักษ์บ้านแหลมประทับ ตั้งอยู่ที่ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยครั้ง
นี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน
ความพึงพอใจต่อการวางระบบบัญชีวิสาหกิจชุมชนและการพัฒนาด้านการตลาดดิจิทัล ผลการวิจัยพบว่า
สภาพปัญหาหลักของทั้งสองกลุ่มคือ ขาดระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ขาดการควบคุมภายในด้านการเงิน
และยังใช้การตลาดรูปแบบดั้งเดิม ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการ 1) ออกแบบระบบเอกสารทางการบัญชี
ที่ครอบคลุมวงจรรายรับและรายจ่าย อาทิ ใบจัดซื้อ ใบสำคัญจ่าย และใบเสร็จรับเงิน พร้อมทั้งวางระบบ
การควบคุมภายในโดยเน้นการแบ่งแยกหน้าที่และการใช้เอกสารที่มีเลขที่กำกับเพื่อสร้างร่องรอยการ
ตรวจสอบ 2) พัฒนาศักยภาพด้านการเงิน พบว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรแปรรูปถ้ำเขาพระ อัตรากำไร
สุทธิร้อยละ 23.00 อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ร้อยละ 52.66 และจุดคุ้มทุน 11,236 บาทต่อเดือน
ส่วนวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแหลมประทับ อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 21.21 อัตรา
ผลตอบแทนจากการลงทุน ร้อยละ 67.08 และจุดคุ้มทุน 38,388 บาทต่อเดือน 3) ด้านการตลาดดิจิทัล
ได้พัฒนาการสร้างแบรนด์และการสื่อสารออนไลน์เพื่อขยายฐานลูกค้าผลการประเมินความพึงพอใจ
พบว่า สมาชิกกลุ่มมีความพึงพอใจต่อระบบบัญชีที่พัฒนาขึ้นในระดับมากถึงมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.60 และ4.09 ตามลำดับ) และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาการตลาดดิจิทัลในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.15 และ
3.95 ตามลำดับ) พบข้อจำกัดด้านความเข้าใจในการใช้งานระบบในกลุ่มสมาชิกผู้สูงอายุซึ่งสะท้อนถึง
ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการวางระบบ